Search Box

เรื่องราวของกิโมโน


กิโมโน ความงามของผืนผ้าที่ถูกตัดเย็บเพื่อการสวมใส่ ทั้งยังเป็นเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ญี่ปุ่นได้ครอบครองอย่างภาคภูมิใจ เริ่มต้นขึ้นจากเสื้อแขนสั้นๆ ที่ใช้ใส่ในชีวิตประจำวันของยุคสมัยนะระ (พ.ศ. 1253-1337) ที่เรียกว่าโคะโซะเดะ “กิโมโน” ตามตัวอักษรแปลว่า “เสื้อผ้า” แต่ในความหมายเฉพาะจะเน้นถึงเสื้อผ้าในแบบสมัยโบราณ สวมใส่ทั้งหญิงและชาย แขนเสื้อทั้งสองข้างมีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ในสมัยเอะโดะ กิโมโนมีความอิสระทั้งรูปแบบและสีสัน ทั้งเป็นสิ่งแสดงออกถึงความหรูหรา ฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นอิทธิพลจากชนชั้นพ่อค้า การแต่งกายที่เกินความพอเหมาะในตอนนั้นทำให้โทะคุงะวะ โชะคุทะเนะ ได้ออกกฎระเบียบห้ามสามัญชนสวมใส่กิโมโนที่มีสีทองสดใสหรือปักเย็บอย่างหรูหรา รวมทั้งจำกัดการใช้สีและวัสดุที่จะนำมาทอเป็นผ้าด้วย


กิโมโนในปัจจุบันมีรูปแบบและลวดลายที่ออกจะถูกกำหนดให้ใช้ในโอกาสต่างๆ ที่เหมาะสมอยู่ในตัว ทั้งยังได้รับอิทธิพลจากฤดูกาลค่อนข้างมาก อันเป็นการแสดงออกให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตที่ละเอียดอ่อน มีศิลปะ ชุดกิโมโนมีตั้งแต่เต็มยศของทั้งชายหญิง ไปจนถึงกิโมโนแบบจำลองที่ใช้ใส่ในงานเทศกาล สำหรับหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานจะสวมกิโมโนที่เรียกว่า “ฟุริโซะเดะ” ถือเป็นกิโมโนที่เป็นทางการมากที่สุด สิ่งที่แตกต่างกับกิโมโนของหญิงที่แต่งงานแล้ว ก็มีเพียงแขนเสื้อที่ยาวกว่าเท่านั้น ส่วนกิโมโนของผู้ชายจะถูกเรียกว่า “ฮะโอะริ ฮะคะมะ” ในฤดูร้อน กิโมโนผ้าฝ้ายที่ใช้ใส่อยู่กับบ้านหรือตามที่พักตากอากาศต่างๆ ที่เรียกว่า “ยุคะตะ” ก็จะถูกนำมาใช้

อาจกล่าวได้ว่า อย่างน้อยที่สุดชาวญี่ปุ่นจะมีโอกาสสัมผัสกับการแต่งกายชุดกิโมโนก็ในวันขึ้นปีใหม่ ในเทศกาลฉลองอายุครบ 3-5-7 ที่เรียกว่า “ฌิชิโงะซัง” วันบรรลุนิติภาวะ วันจบการศึกษา และพิธีแต่งงาน สำหรับบุคคลที่มีโอกาสมากที่สุดที่จะได้สัมผัสกับชุดกิโมโนอยู่เสมอๆ ก็เห็นจะเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับศิลปะญี่ปุ่นโบราณ อาทิ อาจารย์ผู้สอนพิธีชงชา จัดดอกไม้ ซุโม นักเล่าเรื่องตลก รวมทั้งหญิงเกะอิฌะด้วย

มีผู้กล่าวว่า กิโมโนสามารถสะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติภายในจิตใจของผู้สวมใส่ ซึ่งก็คงจะถูกต้องอยู่มาก จึงถูกจัดเป็นประสบการณ์สุดแสนประทับใจของหญิงสาว