Tōhoku (東北地方)


“โทโฮะกุ” หรือ “ภูมิภาคโทโฮะกุ” เป็นชื่อที่ใช้เรียกพื้นที่ทั้ง 6 จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือบนเกาะฮนฌูของประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง 6 จังหวัดประกอบไปด้วย
จังหวัดอะโอะโมะริ (青森県)
จังหวัดอิวะเตะ (岩手県)
จังหวัดมิยะงิ (宮城県)
จังหวัดอะคิตะ (秋田県)
จังหวัดยะมะงะตะ (山形県)
และจังหวัดฟุคุฌิมะ (福島県)
ภูมิภาคโทโฮะกุนี้ยังมีชื่อเรียกอีกว่า “ภูมิภาคโออุ” (奥羽地方) และ “มิชิโนะกุ” (みちのく) ด้วย
ภูมิภาคโทโฮะกุมีขนาดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ของพื้นที่ทั้งประเทศ พื้นที่รวมทั้งหมด 66,889.55 ตารางกิโลเมตร มีจำนวนประชากรรวมกันทั้ง 6 จังหวัดประมาณ 9,171,853 คน (สถิติ ณ วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555)

ภูมิประเทศ

ภูมิภาคโทโฮะกุตั้งอยู่บนแผ่นเปลือกโลกเดียวกันกับเกาะฮอกไกโด นั่นคือแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ และมีการทับซ้อนกันบริเวณร่องลึกบาดาลญี่ปุ่นกับแผ่นเปลือกโลกแปซิฟิก ดังนั้น จึงเกิดแผ่นดินไหวขึ้นบ่อยครั้ง และในบางครั้งก็รุนแรงถึงระดับ 8 แมกนิจูด คล้ายกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นบนฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นที่ผ่านมา (ปี พ.ศ. 2554)
บริเวณตอนกลางของภูมิภาคโทโฮะกุ มีแนวภูเขาไฟนะซุ (那須 火山帯) เทือกเขาโออุ (奥羽山脈) ที่ทอดตัวยาวตั้งแต่ภาคเหนือลงมา แนวภูเขาไฟนี้ประกอบไปด้วยภูเขาไฟมากมาย ไล่ตั้งแต่ภาคเหนือลงไปมีภูเขาโอะสุเระ (恐山) ภูเขาฮักโคอุดะ (八甲田山) ที่ราบฮะชิมันไต (八幡平) ภูเขาอิวะเตะ (岩手山) ภูเขาคุริโคะมะ (栗駒山) แนวภูเขาสะโอ (蔵王連峰) แนวภูเขาอะสึมะ (吾妻連峰) ภูเขาอะดะตะระ (安達太良山) ภูเขาไฟนะซุดะเกะ (那須岳) เป็นต้น เหนือแนวภูเขาไฟนะซุขึ้นไปจะพบทะเลสาบโทะวะดะ (十和田湖) ทะเลสาบทะสะวะ (田沢湖) แอ่งภูเขาไฟอะนิโคะอิเบะ (鬼首) และแอ่งภูเขาไฟโอะคะมะของสะโอ (蔵王のお釜) นอกจากนี้ ยังมีอนเซ็นที่ใช้ประโยชน์จากภูเขาไฟอีกเป็นจำนวนมากอีกด้วย
ด้านฝั่งทะเลญี่ปุ่น เป็นที่บรรจบกันของขอบแผ่นเปลือกโลกยูเรเชียและแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ ทำให้แนวภูเขาไฟโชไกเชื่อมติดกันกับแนวภูเขาไฟนะซุ เป็นแนวยาวจากเหนือจรดใต้ โดยแนวภูเขาไฟนี้กินพื้นที่ภูเขาฌิระคะมิ (白神山地) พื้นที่ภูเขาเดะวะ (出羽山地) พื้นที่ภูเขาไทเฮ-อะซะฮิ-อีเดะ (太平山地・朝日 山地・飯豊山地) เทือกเขาเอะชิโงะ (越後山脈) รวมไปถึงภูเขาไฟที่สวยงามอย่างภูเขาอิวะกิ (岩木山) ภูเขาโชไก (鳥海山) และภูเขากักซัง (月山)
ส่วนทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ภูเขาคิตะคะมิ (北上山地) และที่ราบสูงอะบุคุมะโคชิ (阿武隈高地) พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ค่อนข้างราบเรียบ เมื่อเทียบกับเทือกเขาโออุด้านฝั่งทะเลญี่ปุ่นแล้วพื้นที่นี้มีหิมะปกคลุมน้อยกว่า ทำให้มีลานสกีจำนวนน้อยกว่าและมีแหล่งอนเซ็นน้อยกว่า เนื่องจากไม่ใช่แนวของภูเขาไฟนั่นเอง และจากบริเวณชายฝั่งเว้าแหว่งซันริกุ (三陸海岸) ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ภูเขาคิตะคะมิ เราสามารถมองเห็นความแตกต่างกันของขอบชายฝั่งที่ทับซ้อนกันไปมาอันเกิดจากการทับถมกันของหินปูนที่ถูกคลื่นพัดพามาและทรายทะเลที่ขาวสะอาด ตัดกับสีน้ำเงินของกระแสน้ำเย็นโอะยะฌิโอะ (親潮) ได้อย่างชัดเจน

ภูมิอากาศ

สภาพอากาศของภูมิภาคนี้แตกต่างกันไปตามพิกัด โดยถูกแบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ บริเวณเลียบชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น, บริเวณเชิงเขาแนวภูเขาไฟนะซุกับฝั่งตะวันตก (พื้นที่แอ่ง), ฝั่งตะวันออกที่ไม่รวมเชิงเขาแนวภูเขาไฟนะซุ (พื้นที่แอ่ง) และบริเวณเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งในแต่ละบริเวณเอ่งทางเหนือและทางใต้ก็มีสภาพอากาศที่แตกต่างกันเล็กน้อยอีกด้วย นอกจากจังหวัดที่อยู่ในบริเวณเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างจังหวัดมิยะงิและจังหวัดฟุคุฌิมะแล้วนั้น พื้นที่ส่วนอื่นโดยรวมของภูมิภาคนี้เป็นแนวของหิมะตกหนัก
พื้นที่กลุ่มฝั่งทะเลญี่ปุ่น อย่างบริเวณเลียบชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นและบริเวณเชิงเขาแนวภูเขาไฟนะซุกับฝั่งตะวันตก (พื้นที่แอ่ง) นั้น มีสภาพอากาศแบบทะเลญี่ปุ่น คือ ในฤดูร้อนจะมีปรากฏการณ์ลมเฟิห์นพัดผ่าน (ลมที่เกิดทางด้านหลังเขา เป็นลมร้อนและแห้ง) อากาศแจ่มใส และมีอุณหภูมิค่อนข้างสูงในตอนกลางวัน และจะลดต่ำลงในตอนกลางคืน ทำให้เย็นสบายขึ้น ส่วนในฤดูหนาวจะสว่างช้า มืดเร็ว และมีหิมะตกทับถมกันหนาค่อนข้างบ่อย
ฝั่งตะวันออกที่ไม่รวมเชิงเขาแนวภูเขาไฟนะซุ (พื้นที่แอ่ง) มีทั้งสภาพอากาศแบบมหาสมุทรแปซิฟิกและแบบพื้นราบในฤดูร้อน จะมีทั้งวันที่อุณหภูมิสูงเนื่องจากอิทธิพลของลมเฟิห์นและวันที่มีเมฆมาก อุณหภูมิต่ำแบบทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนในฤดูหนาว จะมีทั้งวันที่หิมะตกทับถมกันหนาแบบชายฝั่งทะเลญี่ปุ่น เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากหลากหลายปัจจัย เช่น มวลอากาศเย็น ลมเหนือหรือลมตะวันตกพัดผ่าน และบ่อยครั้งก็เป็นวันที่มีอากาศแจ่มใสแบบทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกด้วยเช่นกัน
บริเวณเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกนั้น มีทั้งอากาศแบบฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและแบบชายฝั่งทะเล โดยปกติแล้วในฤดูร้อนของบริเวณแถบทางเหนือและบริเวณแถบกลาง ท้องฟ้าจะมีเมฆมากและอุณหภูมิไม่สูงมากนัก แต่ก็มีบางปีที่ลมภูเขาประจำปีพัดมา ทำให้อุณหภูมิต่ำลง จึงกลายเป็นฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ทั้งฤดูร้อนของบริเวณแถบทางใต้นั้น (บริเวณจังหวัดฟุคุฌิมะ) บ่อยครั้งมักมีความกดอากาศสูงจากชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคพัดผ่าน ทำให้อากาศปลอดโปร่งและมีอุณหภูมิสูง ส่วนฤดูหนาวของบริเวณแถบตอนกลางและแถบทางใต้ จะมีปริมาณหิมะค่อนข้างน้อย อากาศค่อนข้างแห้งและท้องฟ้าปลอดโปร่ง

ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม

จากการค้นพบร่องรอยทางประวัติศาสตร์ “โอยุคัน โจเร็ทเซะกิ” (大湯環状列石) ที่ปรากฏเป็นซากกองหินโบราณวางเรียงเป็นวงกลมคล้ายสโตนเฮนจ์ของประเทศอังกฤษในจังหวัดอะคิตะ และกลุ่มบ้านโบราณขนาดใหญ่ “ซังไนมะรุยะมะอิเซะกิ” (三内丸山遺跡) ในจังหวัดอะโอะโมะริ ทำให้ภาพการตั้งถิ่นฐานของชาวญี่ปุ่นในยุคสมัยโจมง (縄文時 8,000-300 ปีก่อนคริสต์ศักราช) บนผืนแผ่นดินด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮนฌูฉายชัดมากยิ่งขึ้น หลักฐานทางโบราณคดีดังกล่าว ถูกใช้เป็นข้อสันนิษฐานถึงสภาพสังคมของชนชาติญี่ปุ่นที่ว่ามีการใช้ภาษาญี่ปุ่น, ติดต่อค้าขายกับดินแดนอื่น และมีช่างฝีมือทำงานศิลปหัตถกรรมเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะเรื่องปั้นดินเผาที่มีลวดลายเป็นเชือกอันเป็นที่มาของชื่อยุคสมัย ราวปี พ.ศ. 843 ซึ่งเป็นปลายยุคสมัยยะโยะอิ (弥生時 ) วัฒนธรรมของยะโยะอิที่เป็นต้นแบบทางด้านวัฒนธรรมของญี่ปุ่น มาจนกระทั่งทุกวันนี้หลายประการ รวมทั้งธรรมเนียมปฏิบัติของชาวนาและการแบ่งชนชั้น ก็ได้ถูกส่งผ่านเข้ามายังดินแดนที่เข้าถึงได้ยากนี้ด้วย
โทโฮะกุ ซึ่งถูกเรียกขานว่า มณฑลมิชิโนะกุ (みちのく) ในอดีต อันแปลว่า “ถนนสายใน” หรือ “ถนนที่แคบ” นั้น ถูกพบอยู่ในบันทึก “ฮิตะชิโนะคุนิ ฟุโดะกิ” (常陸国風土記) เป็นครั้งแรกราวปี พ.ศ. 1197 ดินแดนที่การเข้าถึงเต็มไปด้วยความยากลำบากเพราะมีภูเขาสลับซับซ้อนเป็นส่วนมาก ทุรกันดาร และต้องเผชิญกับฤดูหนาวที่เกรี้ยวกราด ในช่วงแรกเริ่มการตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นรูปเป็นร่างราวศตวรรษที่ 7-9 นี้ พอถึงยุคกลาง (ศตวรรษที่ 12-16) ขณะที่ราชวงศ์เริ่มหมดอำนาจ และการปกครองตกอยู่ในมือของชนชั้นนักรบ โทโฮะกุก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิการสู้รบเพื่อแย่งชิงอำนาจความเป็นใหญ่กันเรื่อยมา โดยเฉพาะครึ่งหลังของศตวรรษที่ 15 ที่ขุนศึกตามหัวเมืองต่างๆ ได้ทำศึกแย่งชิงอำนาจกันไปทั่ว จนทั้งประเทศญี่ปุ่นตกอยู่ในยุคสงครามกลางเมือง (เซ็นโงะกุ 戦国時 ) ก่อน ที่ดูเหมือนสงครามโบะฌิน (戊辰戦争) สงครามภายในประเทศครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2411-2412 จะเป็นฝันร้ายท้ายสุดที่โทโฮะกุได้เผชิญ พร้อมกับยุคสมัยที่เรืองรองของอะสึชิโมะโมะยะมะ (安土桃山時 ) และ เอะโดะ (江戸時 ) เดินทางมาถึง
และท่ามกลางสงครามการสู้รบที่ยาวนานกว่าจะรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นได้ แผ่นดินโทโฮะกุได้ให้กำเนิดขุนพลนักรบ วีรบุรุษ ตำนาน และเรื่องราวต่างๆ มากมาย ที่สำคัญที่สุดคือ ไดเมียวดะเตะ มะซะมุเนะ (伊達政宗) แม่ทัพใหญ่ผู้กล้าบ้าบิ่นแห่งยุคอะสุชิกระทั่งถึงเอะโดะ, ไดเมียวอุเอะซุงิ เค็นฌิน (上杉謙信) และเรื่องราวของมินะโมะโตะ โนะ โยะฌิทซึเนะ (源義経) ยอดนักรบผู้แสนอาภัพ ซึ่งเคยหนีไปอยู่ในความคุ้มครองของศัตรู ฟุจิวะระ โนะ ฮิเดะฮิระ (藤原秀衡) ที่เมืองฮิระอิสุมิ (平泉) หรือ จ.อิวะเตะในปัจจุบัน แต่หลังจากร่วมรบกับพี่ชายต่างมารดา มินะโมะโตะ โนะ โยะริโตะโมะ (源頼朝) หลายครั้ง กระทั่งมีชัยเหนือพวกไทระในสมรภูมิดังโนะอุระ (壇ノ浦の戦い) ก็กลับต้องหนีการตามล่าของพี่ชายจนไปจบชีวิตลงที่บ้านหลังหนึ่งใกล้ๆ กับแม่น้ำโคะโระโมะ (衣川) แคว้นมุทซึ (陸奥国) ในเมืองฮิระอิสุมิเช่นเดิม เป็นต้น
โทโฮะกุ ดินแดนแห่งตำนาน เรื่องเล่าขาน และที่แห่งสุดท้ายที่ยังคงอนุรักษ์วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณเอาไว้ได้ ภายใต้ความเจริญและอารยธรรมสมัย ใหม่ที่หลั่งไหลเข้ามานับแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งวรรณกรรมของกวีชื่อดัง มะทซึโอะ บะโฌ (松尾芭蕉) ที่เขียน เกี่ยวกับการเดินทางไปยังโทโฮะกุของเขาในปี พ.ศ. 2232 ในชื่อ “โอะคุ โนะ โฮะโซะมิชิ” (おくのほそ道) ก็ได้เป็นแรงผลักดันให้ผู้คนดั้นด้นไปรู้จักกับภูมิภาคที่ห่างไกลนี้ด้วย ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2509 และ พ.ศ. 2543 ก็ได้ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศ ชื่อว่า “The Narrow Road to the Deep North and Other Travel Sketches.” และ “Narrow Road to the Interior and Other Writings.” นั่นก็ได้ทำให้โทโฮะกุในศตวรรษที่ 20 ไม่ห่างไกลอีกต่อไป ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เข้ามาแบ่งบานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นปราสาทราชวังของขุนนางหรือบ่ออนเซ็นเร้น ลับที่อยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา ก็มิอาจต้านทานกระแสของเหล่านักท่องเที่ยวไปได้

© ลิขสิทธิ์จากหนังสือ japan world mook series

อ่านต่อรายละเอียดมากมายในเล่มนี้

ป้ายกำกับ:, , , , , , ,

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *