Summer (夏)

นะทซึ (夏) ฤดูร้อนที่มาพร้อมกับสายฝน ดอกไม้ และดอกไม้ไฟ

ระยะเวลานับจากเดือนมิถุนายน กรกฎาคม กระทั่งถึงสิงหาคม ในญี่ปุ่นถือเป็นช่วงของ “ฤดูร้อน” ซึ่งที่จริงแล้วสัญญาณการเดินทางมาของฤดูร้อนเริ่มมีให้เห็นมานับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เมื่ออุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น หิมะบนยอดเขาฟุจิซังเริ่มละลาย ท้องฟ้าแจ่มใส และใบไม้ใบหญ้าดูเขียวชอุ่ม ชาวญี่ปุ่นเรียกวันที่ท้องฟ้าโปร่งโล่งในช่วงนี้ว่า ซะทซึคิบะเระ (五月晴)

เดือนมิถุนายน หรือ มินะสึกิ (水無月) หมายถึง “เดือนแห่งน้ำ” ทั้งยังมีคำกล่าวว่า “ทะอุเอะ เดะ มิสุ งะ ฮิทซึโย นิ นะรุ ทซึกิ” (田植 で水が必要になる月) ที่หมายถึง “เดือนที่น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปลูกข้าว” ซึ่งตามท้องนาก็จะเริ่มปรากฏภาพของชาวนาเริ่มดำนาปลูกข้าวให้เห็นกันทั่วไป ทั้งอุณหภูมิโดยรวมของเดือนนี้ก็จะสูงขึ้นและเริ่มรู้สึกร้อนอบอ้าวขึ้น ดอกอะจิไซ (アジサイ) หรือ ไฮเดรนเยีย จะเริ่มแตกดอกออกใบท่ามกลางฝนพรำใหม่ๆ เป็นสัญลักษณ์ของสายฝนที่กำลังจะเดินทางมาถึงอย่างแท้จริง จากนั้นก็จะค่อยๆ แบ่งบานและเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงอมน้ำเงินเข้มเมื่อฝนตกอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดอกโฌะบุ (ショウブ) หรือไอริสก็จะพากันชูช่อออกดอกตามไปด้วย ซึ่งเดือนนี้จะมีฝนตกแทบทุกวันตลอดทั้งเดือน เรียกฝนที่ตกในเดือนนี้ว่า “ทซึยุ” (梅雨) ฝนที่ตกทั้งวันและมีเมฆบนท้องฟ้ามากติดต่อกันหลายวัน ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง แต่ฝนทซึยุนี้ก็มีคุณค่าต่อผู้คนและพืชผลทางการเกษตรเป็นอย่างมาก ด้วยเป็นน้ำดื่มน้ำใช้และให้ความชุ่มชื้นแก่พืชพันธุ์ธัญญาหารด้วย และเนื่อง จากเป็นฝนที่ทำให้ผลบ๊วยสุก บางครั้งจึงเรียกฝนนี้ว่า “ไบอุ” (梅雨) ทั้งตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ชุดนักเรียน ชุดพนักงาน และชุดตำรวจ จะถูกเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับฤดูร้อน บรรดาแม่บ้านจะเริ่มนำเสื้อผ้าของฤดูหนาวออกผึ่งแดดเพื่อเก็บไว้ใช้ต่อไป

ราวกลางเดือนกรกฎาคม เมื่อพ้นช่วงที่สายฝนถูกพัดขึ้นไปทางเหนือแล้ว ก็จะมีการประกาศการสิ้นสุดฤดูฝน เริ่มต้นเข้าสู่ฤดูร้อน หลายๆ พื้นที่มีการจัดงานเปิดทะเล เปิดภูเขาขึ้น เพื่อเริ่มต้นฤดูแห่งการท่องเที่ยวกันอย่างคึกคัก รวมทั้งที่ภูเขาฟุจิซังด้วย ในเดือนนี้อุณหภูมิตอนกลางวันบางครั้งสูงมากกว่า 30 องศาทีเดียว แต่แม้จะร้อนอบอ้าว ฤดูร้อนก็กลับเป็นความโปรดปรานของเด็กๆ ที่จะได้มีวันหยุดประมาณ 1 เดือนครึ่ง (ราววันที่ 24 กรกฎาคมถึงประมาณสิ้นเดือนสิงหาคม) ช่วงเวลานี้ผู้คนนับหมื่นจะพากันไปว่ายน้ำในทะเลมากเป็นพิเศษ เพราะในฤดูอื่นๆ นั้น น้ำจะเย็นมากจนว่ายไม่ได้ ยกเว้นที่เกาะโอะคินะวะ หรือในที่ที่ชื่นเย็น เช่นบนภูเขา และที่คลื่นความร้อนแผ่ไปไม่ถึงอย่างภูมิภาคฮอกไกโด รวมทั้งที่ร้านขายผลไม้ก็จะเริ่มมีแตงโมมาขายมากเป็นพิเศษ

นอกจากนี้ คนญี่ปุ่นยังมีประเพณีความเชื่อที่สืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยเอะโดะว่า ในเวลาที่อากาศร้อน ถ้าได้กินปลาไหล (ウナギ อุนะงิ) แล้ว จะทำให้ร่างกายแข็งแรงกระฉับกระเฉง ซึ่งในปฏิทินของญี่ปุ่น วันที่มีอากาศร้อนที่สุดเรียกว่า “โดะโย โนะ อุฌิ โนะ ฮิ” (土用の丑の日) ก็จะมีประเพณีที่จะต้องกินปลาไหลกัน แน่นอนว่าอาหารประเภทปลาไหลในช่วงนี้จะขายดีเป็นอย่างมาก สำหรับงานเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประจำฤดูร้อนของเดือนนี้ซึ่งถูกจัดขึ้นในหลายท้องที่ของญี่ปุ่นก็คือ เทศกาลทะนะบะตะ (七夕祭り) หรือเทศกาลชมดาวในวันที่ 7 ก.ค. นั่นเอง

เดือนสิงหาคม เดือนที่ร้อนมากที่สุด จนมีการทุบสถิติอุณหภูมิสูงสุดในรอบปีกันว่าจะเป็นที่ใด แต่ทั่วประเทศก็มักได้เห็นท้องฟ้าที่ปลอดโปร่ง แจ่มใส ได้อย่างยาวนาน ฤดูร้อนเป็นฤดูของงานเทศกาล หรือมะทซึริ (祭り) รวมทั้งฮะนะบิ (花火 : ดอกไม้ไฟ) ซึ่งการแสดงดอกไม้ไฟที่เรียกว่าฮะนะบิ ไทไก (花火大会) ที่จัดขึ้นริมแม่น้ำซุมิดะในกรุงโตเกียวนั้น ถือเป็นการแสดงดอกไม้ไฟที่ยิ่งใหญ่และโด่งดังที่สุด มีผู้เข้าชมมากกว่าหนึ่งล้านห้าแสนคนทุกปี อีกงานหนึ่งที่สำคัญที่สุดของฤดูร้อนและของปีก็คือ โอะบง (お盆) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 13-15 ส.ค. หรือเดือน ก.ค. ในบางพื้นที่ ภาพผู้คนที่เดินทางไปยังต่างจังหวัดเพื่อร่วมในพิธีรับและส่งวิญญาณของบรรพบุรุษตามประเพณีนั้นได้ก่อให้เกิดภาพการเดินทางและความหนาแน่นตามท้องถนน สถานีรถไฟ และสนามบินเป็นอย่างมากทุกปี จากนั้น ในทุกๆ ท้องที่ก็จะคึกคักไปด้วยการเต้นรำบงโอะโดะริ การเฉลิมฉลองแห่แหนไปตามท้องถนนของผู้คน หญิงชายในชุดยุคะตะ และสีสันตระการตาของพลุดอกไม้ไฟจำนวนนับไม่ถ้วนบนฟากฟ้า

กล่าวกันว่า ความสุขอย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่นท่ามกลางฤดูร้อนในช่วงเวลากลางคืนก็คือการได้นั่งชมท้องฟ้ายามราตรีที่ประดับไปด้วยหมู่ดาวและดอกไม้ไฟ แม้ในคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หลายๆ สถานที่อย่าง ดิสนีย์ แลนด์ ก็มีการจุดดอกไม้ไฟอย่างยิ่งใหญ่อลังการ แต่การทำเหมือนๆ กันทุกหนแห่งทั่วประเทศในช่วงเดือน ก.ค. ถึง ส.ค. นั้น เป็นช่วงที่เรียกว่า “เทศกาลการจุดดอกไม้ไฟ” อย่างเป็นทางการ ทั้งการจุดดอกไม้ไฟนั้น ก็มีมากจนนับไม่ถ้วนว่ามากแค่ไหน ถือเป็นประเพณีของชาวเมืองในแต่ละท้องถิ่นที่ริเริ่มขึ้น เพื่อเป็นกิจกรรมบันเทิงร่วมกันในช่วงฤดูร้อน

ฤดูกาลของญี่ปุ่นมีสี่ฤดูอย่างชัดเจน ซึ่งชาวญี่ปุ่นจะตั้งตารอการได้สัมผัสกับฤดูกาลต่างๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ การที่ได้ชมดอกไม้ไฟที่ชื่นชอบแล้วนั้น เปรียบเสมือนกับการได้สัมผัสกับฤดูร้อนอย่างแท้จริง ถ้าฤดูร้อนใดยังไม่ได้ชมการแสดงพลุดอกไม้ไฟสักครั้ง ก็จะรู้สึกราวกับว่ายังไม่ได้ต้อนรับฤดูร้อนอย่างเป็นทางการเลย

ฤดูร้อนจะสิ้นสุดลง และฤดูใบไม้ร่วงจะมาถึงโดยมีสัญญาณเป็นพายุไต้ฝุ่นจากมหาสมุทรแปซิฟิค ถาโถมเข้าโจมตีภูมิภาคคิวฌูเป็นด่านแรก ก่อนที่จะพัดพากระแสลมไปยังทั่วประเทศ

© ลิขสิทธิ์จากหนังสือ japan world mook series

อ่านต่อรายละเอียดมากมายในเล่มนี้

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *